พระเจ้านยองยาน

พระเจ้านยองยาน ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์ตองอู ครองสิริราชสมบัติต่อจากพระเจ้านันทบุเรง ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1555 เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน พระเจ้าบุเรงนอง ที่ประสูติแต่ พระสนมและเป็นพระราชอนุชาต่างพระราชมารดา ของ พระเจ้านันทบุเรง หลังจากพระเจ้านันทบุเรง ถูกปลงพระชนม์ที่ ตองอู เจ้านยองยานซึ่งประทับ อยู่ที่ อังวะ จึงทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ องค์ใหม่ทรงพระนามว่า พระเจ้าสีหสุธรรมราชา พร้อมกับย้ายเมืองหลวงจากตองอูมาที่อังวะและประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1600สวรรคตเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1605 ที่ รัฐฉาน ระหว่างทรงทำสงครามกับหัวเมืองไทใหญ่ เนื่องด้วยสมัยนั้นราชวงศ์ตองอูตกต่ำถึงขีดสุดประกอบกับกรุงศรีอยุธยากำลังมีอำนาจหัวเมืองใหญ่น้อยต่างหันไปเข้ากับกรุงศรีอยุธยาทำให้พระเจ้านยองยานต้องยกทัพไปตีหัวเมืองรอบข้างที่เอาใจออกห่างและต้องคอยระวังทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยกทัพมาเพื่อแก้แค้นหรอป่าวเพราะในสมัยสมเด็จพระนเรศวรพระองค์ได้ยกทัพไปพม่าตั้งหลายครั้งจะเห็นได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์และพระราชโอรสที่สืบราชสมบัติต่อ คือ พระเจ้าอโนเพตลุน ทางประวัติศาสตร์ได้เรียกว่าเป็น ยุคนยองยานหรือ ราชวงศ์ตองอูยุคหลัง เพราะเป็นยุคสมัยที่ราชวงศ์ตองอูได้รื้อฟื้นและสถาปนาความเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในแว่นแคว้นแถบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ หลังจากล่มสลายไปหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนองและพระเจ้านันทบุเรงก่อนหน้านั้น

 

 

พระเจ้านันทบุเรง

พระเจ้านันทบุเรง เป็นพระราชโอรสพระองค์โตของพระเจ้าบุเรงนองและอัครมเหสีอตุลสิริมหาราชเทวีพระองค์มีมีพระอัครมเหสีพระนามว่า เมงพยู พระองค์มีราชโอรสองค์โตชื่อ เมงกะยอชวาไทยและมอญเรียกว่า มังสามเกียดที่เจริญชันษามาพร้อมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้สถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา ต่อมา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปี พ.ศ. 2127 พระเจ้านันทบุเรงได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาหลายต่อหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ. 2129 ที่พระองค์ยกทัพมาเองพร้อมกำลังทหารราว 2 แสน ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยานานถึง 6 เดือน แต่ไม่สามารถหักตีเข้าได้ และในปี พ.ศ. 2135 ที่พระองค์ส่งพระมหาอุปราชยกทัพเข้ามาในขอบขัณฑสีมาของอยุธยา และได้กระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนถึงขั้นสิ้นพระชนม์ขาดคอช้าง พระเจ้านันทบุเรงเมื่อทราบข่าว ทรงพิโรธมาก ทรงเข้าไปหาพระสุพรรณกัลยาที่ยังคงอาศัยอยู่ในกรุงหงสาวดีและใช้พระขรรค์ฟันพระนางพร้อมพระธิดาจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์และเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทราบข่าวนี้ ก็ทรงพิโรธ ยกทัพมา หมายจะเผากรุงหงสาวดีให้ราบคาบเพื่อเป็นการแก้แค้น แต่ก่อนหน้านั้น พระเจ้าอังวะได้แข็งเมืองได้วางแผนซ้อนกลลวงให้พระเจ้านันทบุเรงเสด็จออกจากเมืองไปเสียก่อน หงสาวดีเลยกลายเป็นเพียงเมืองร้าง และพระเจ้านันทบุเรงก็ได้ยอมให้พระเจ้าตองอูจับตัว วาระสุดท้ายของพระเจ้านันทบุเรง ถูกพระเจ้าตองอูหรือนัดจิงหน่องแย่งชิงราชบัลลังก์ สิ้นพระชนม์เพราะถูกวางยาพิษ ในปี พ.ศ. 2142 พระองค์สวรรคต ณ เมืองตองอู รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา

พระเจ้าบุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนองนับเป็นกษัตริย์พม่าที่ทางพม่านับว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน 3 พระองค์มหาราชพม่าพร้อมด้วยพระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม และพระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบอง สถานที่หลายแห่งในพม่าปัจจุบันตั้งชื่อตามพระนาม พระองค์ยังทรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยว่า พระเจ้าชนะสิบทิศจากนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ ด้วยความเป็นกษัตริย์นักรบอันเป็นที่ปรากฏพระเกียรติเลื่องลือ โดยยุคสมัยของพระองค์ อาณาจักรตองอูเข้มแข็งและแผ่ไพศาลอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดีจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง มีประเทศราชต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคอุษาคเนย์ ได้แก่ หงสาวดี ล้านช้าง ไทใหญ่ เขมร ญวน อยุธยา เชียงใหม่ เป็นต้นในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพม่าระบุว่า ก่อนพระองค์จะออกทำศึกคราวใด จะทรงนมัสการพระธาตุชเวมอดอ หรือที่ชาวไทยเรียกตามชาวมอญว่าพระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหงสาวดีก่อนทุกครั้ง จุดที่เชื่อว่าพระองค์ถวายการสักการะก็ปรากฏอยู่หน้าพระธาตุตราบจนปัจจุบัน ไม่เพียงแต่มิติของการเป็นนักรบเท่านั้น พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่เก่งกาจอีกด้วย ด้วยการสามารถปกครองและบริหารข้าทาสบริวารมากมาย ทั้งของพระองค์เองและของประเทศราช เช่น การยึดเอาพระราชวงศ์ที่สำคัญ ๆ ของประเทศราชต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพระราชวังเพื่อเป็นองค์ประกัน เป็นต้นพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2124 ด้วยอาการพระประชวร ขณะยกทัพไปตียะไข่ ปัจจุบัน อนุสาวรีย์ของพระองค์มีต่าง ๆ มากมายหลายที่ในประเทศพม่า

พระเจ้าตะเบงชะเวตี้

พระเจ้าตะเบงชะเวตี้หรือ ตะเบ็งเฉว่ที ภายหลังที่ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจ เพราะตลอดรัชกาลพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนขึ้นครองราชย์ เมื่อเจริญพรรษาขึ้น ทรงกระทำพิธีเจาะพระกรรณ เจาะหูอันเป็นราชประเพณีของพม่าเช่นเดียวกับพระราชพิธีโสกันต์ของไทย โดยเลือกที่จะทำพิธีที่พระเจดีย์ชเวมอดอ พระธาตุมุเตา กลางเมืองหงสาวดีของมอญ โดยมีทหารคุ้มกันแค่ 500 นาย โดยไม่ทรงหวาดหวั่นทหารมอญนับหมื่นที่ล้อมอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว และเมื่อทรงครองราชย์ พระองค์ได้ทำการสงครามแผ่ขยายอาณาจักรตองอูไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น ยะไข่ พะสิม หงสาวดี แปร เมาะตะมะ และอยุธยา เป็นต้น โดยเฉพาะการได้ชัยชนะเหนือหงสาวดี โดยนับว่าเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่สามารถเอาชนะหงสาวดี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติมอญ อันเป็นคู่ปรับสำคัญของชาวพม่าในอดีต และได้ย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาที่หงสาวดีเนื่องจากเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่ทำสงครามกับอยุธยาด้วยศึกเชียงไกร เชียงกราน และจากสงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ชาวไทยร่วมสมัยรู้จักพระองค์ในนามว่า พระยาหงสาปังเสวกี หรือ พระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำตามคติความเชื่อในเรื่องบุญญาธิการ และมีพระนามอื่นแตกต่างออกไป เช่น ชาวมอญเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าฝรั่งมังโสด พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 34 พรรษาจาการลอบปลงพระชนม์โดยทหารรับใช้คนสนิทชาวมอญชื่อสมิงสอทุต ด้วยการตัดพระศอ ขณะที่เสด็จไปคล้องช้าง เป็นเหตุให้ปลอดทหารผู้ภักดีคอยอารักขา หลังจากสิ้นสงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ได้เพียง 3 เดือน ตามพงศาวดารเล่าว่า พระองค์เสวยแต่น้ำจัณฑ์จนเสียสติ

พระเจ้าเมงจีโย

พระเจ้าเมงจีโย หรือ พระเจ้าสิริชัยสุระ ตามพงศาวดารไทย หรือในนวนิยายผู้ชนะสิบทิศเรียก เมงกะยินโย เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ตองอู ราชวงศ์และอาณาจักรที่ 2 ของประวัติศาสตร์พม่า เนื่องจากการล่มสะลายของอาณาจักรพุกามทำให้เมืองในขณะนั้นเกิดความแตกแยกเพราขุนนางมองโกล เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองการปกครองทำประชาชนเดือดร้อน และหลังจากที่มองโกลหมดอำนาจลงทำให้เจ้าเมืองแต่ละเมืองตั้งตนเองมีอำนาจไม่ขึ้นต่อใคร พระเจ้าเมงจีโยเดิมเป็นนายทหารที่มีความสามารถในการรบ ได้ทำการรวบรวมชาวพม่าที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุกามภายหลังการโจมตีของมองโกล และได้ตั้งเมืองตองอูเป็นเมืองหลักเพื่อรวมเมืองอื่นๆให้เข้ามาเป็นอาณาจักรขึ้นอีกครั้ง  โดยได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางสำคัญหลายคน เช่น เมงเยสีตู บางคนถูกสมมติเป็นตัวละครในนวนิยายผู้สิบทิศ เช่น มหาเถรวัดกุโสดอพระเจ้าเมงจีโยได้สถาปนาเมืองตองอู ซึ่งเป็นเมืองในขุนเขาเป็นปราการที่ดีขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ ต่อมามีการแผ่ขยายอำนาจเข้ายึดเมืองแปรโดยสามารถรบชนะพระเจ้านระบดีแห่งเมืองแปรได้สำเร็จ ต่อมาคิดจะเข้ายึดเมืองหงสาวดีที่มีพระเจ้าสการะวุตพีเป็นกษัตริย์ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากพระเจ้าเมงจีโยสวรรคตเสียก่อนในมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า ระบุว่า พระองค์ได้พบกับพระมเหสีเมื่อเสด็จทอดพระเนตรการสร้างเขื่อน ซึ่งต่อมามีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว ที่ได้ครองราชย์ต่อมา คือ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

ราชวงศ์ตองอู

เป็นราชวงศ์ที่2ของประวัติศาสตร์พพม่า หลังจากที่ราชวงศ์พุกามซึ่งเป็นราชวงศ์แรกล่มสลายจากการขยายอำนาจของอาณาจักรมองโกล  เมื่อพระเจ้าเมงจีโย ได้รวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่อยู่อย่างกระจัดกระจ่ายโดยสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นเมืองหลวง แต่บ้านเมืองในตอนนั้นยังไม่มีเสถียรภาพจนมาถึงสมัยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อมา โดยได้รวบรวมเมืองที่เคยขึ้นต่ออาณาจักรพุกามกลับมาได้และยังได้เมืองมอญกลับมาเป็นเมืองขึ้นอีกครั้งและได้ย้ายเมืองหลวงไปที่กรุงหงสาวดีและได้ยกทัพมาทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาแตกก็ไม่สำเร็จเมื่อกลับจากการทำสงครามพระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์และบ้านเมืองก็แตกแยกอีกครั้ง มหาอุปราชาบุเรงนองต้องใช้เวลาปราบปรามอยู่ราวอีก 2 – 3 ปี จึงจะได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง ได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรตองอู หงสาวดี ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดี ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปจรดถึงลุ่มน้ำโขงในลาว มีเมืองเป็นประเทศราชต่าง ๆ มากมาย เช่น เชียงใหม่, ฉาน, อยุธยา, ล้านช้าง, กัมพุช เป็นต้น จนได้การขนานพระนามว่าเป็น พระเจ้าชนะสิบทิศแต่ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้านันทบุเรง พระราชโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน เมืองที่เคยขึ้นเป็นประเทศราชต่าง ๆ ต่างแข็งเมือง ได้ประกาศอิสรภาพ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้านันทบุเรง ราชวงศ์ตองอูก็ยังได้สืบราชสมบัติต่อมา แต่ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดที่เข้มแข็งพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกอบกู้อาณาจักรขึ้นมา แม้นจะมีความพยายามก็ตาม